ฐานชุมพร เศรษฐกิจ การเมือง

ชุมพรเจ้าภาพพร้อมต้อนรับ ครม.สัญจร เสนอโปรเจ็กต์กว่าหมื่นล้าน

ชุมพรเจ้าภาพประชุม ครม.สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน เสนอโปรเจ็กต์กว่าหมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่(ครม.สัญจร) ครั้งที่ 6/2561 ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค. โดยใช้พื้นที่ จ.ชุมพร ในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่โดยมีกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามันเข้าร่วมเสนอโครงการแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อรับจัดสรรงบประมาณ

ด้าน นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร เปิดเผยว่าได้ประชุมเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในระหว่างวันที่ 20 – 21 ส.ค.61 โดยมีส่วนราชการเข้าร่วมเพื่อรายงานผลการดำเนินงานและเตรียมแผนการต้อนรับคณะรัฐมนตรีและผู้ติดตามร่วมไปถึงสื่อมวลชนซึ่งมีจำนวนกว่า 1,000 คน

โดยกำหนดการเบื้องต้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาถึงจังหวัดชุมพรในช่วงบ่ายของวันที่ 20 ส.ค. ซึ่งจะเดินทางมายังโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ  ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร เพื่อติดตามแนวทางการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดชุมพร พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน หลังจากนั้นในช่วงเย็นจะเดินทางต่อไปยัง ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมืองชุมพร เพื่อเข้าสักการะพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และในวันที่ 21 ส.ค.ช่วงเช้า จะเป็นการประชุมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และการประชุม คณะรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 6/2561 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว โดยในช่วงบ่ายจะลงพื้นที่พบปะสมาชิกวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ตำบลทะเลทรัพย์ แสงตะวัน ซึ่งตั้งอยู่ที่ 8/3 หมู่ที่ 4 ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพรปี เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินของกลุ่ม อีกด้วย

สำหรับจังหวัดชุมพร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้เตรียมเสนอโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งอันดามัน อาทิโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน โครงการด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน โครงการด้านพัฒนาคุณภาพชีวิต  โครงการก่อสร้างเขื่อนท่าแซะ โครงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว โครงการส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตร ประมง โครงการปรับปรงขยายท่าอากาศยานชุมพร ก่อสร้างและขยายถนนเส้นทางเชื่อมโยง โครงการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวและความปลอดภัยทางทะเล(ศูนย์กูภัยทางทะเล)และอีกหลายโครงการร่วมงบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ในครั้งนี้กลุ่ม จ.ชุมพร ระนอง และสุราษฎร์ธานี ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องการจะพัฒนาให้มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเซาท์เทิร์น อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ (เอสอีซี) ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จะเป็นผู้เสนอแผนการพัฒนาเอสอีซีให้ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.ชุมพรพิจารณา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุม ครม.สัญจร จ.เพชรบุรีได้เห็นชอบโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งตะวันตก (ไทยแลนด์ริเวียร่า) ไปแล้ว โดย เอสอีซี มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือ โครงการรถไฟทางคู่เชื่อมระหว่างจังหวัดชุมพร-ระนอง-สุราษฎร์ธานี และโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อจากหัวหินไปถึง จ.ชุมพรและสุราษฎร์ธานี

นอกจากนี้รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณลงมายังภาคใต้ในการทำถนนควบคู่ไปกับรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง จะเกิดการพัฒนา จ.ชุมพร ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่แห่งใหม่ และได้มีเจรจากับทางสายการบินแอร์เอเชียให้จัดเที่ยวบินไปลงที่ จ.ชุมพรให้มากขึ้นด้วย เพราะเป็นชุมพรเป็นจังหวัดที่มีทั้งสถานที่สำหรับดำน้ำ เกาะ และด้านการเกษตรจำนวนมาก อนาคตอาจจะมีโครงที่จะสร้างการเชื่อมโยงรถไฟทางคู่ที่เชื่อมจีน-ลาว-หนองคาย-กรุงเทพฯ-เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ต่อมายัง จ.ชุมพร และไปถึงท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนองซึ่งมีแผนจะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้และการพัฒนาให้เป็นเมืองท่าเชื่อมไปยังกลุ่มความร่วมมือแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ หรือบิมสเทค อินเดียและพม่า

ทั้งนี้รถไฟทางคู่จะเชื่อมจาก จ.ชุมพรไปฝั่งอันดามันคือ จ.ระนองและต่อไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีทั้งด้านการเกษตรคือปาล์ม ยาง ผลไม้ และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งการเชื่อมโยงรถไฟทางคู่เชื่อมจากจีนลงมาถึงภาคใต้เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเหมาะสมช่วยในการขนส่ง จะเกิดผลประโยชน์ด้านการค้าขายระหว่างไทย-จีนมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการส่งออกผัก ผลไม้ไปจีนจะทำได้ง่ายขึ้น.