ฐานชุมพร อาชญากรรม

บุกยิง”เสี่ยเอ็มบางหมาก”ดับคาห้องนอนกลางดึก

อุกอาจบุกยิงกลางดึก “เสี่ยเอ็ม บางหมาก” พ่อค้าออนไลน์ขายส่งอาหารทะเลดับอนาถคาห้องนอนคนร้ายย่องเข้าทางหน้าต่างตำรวจยังมึนปมเหตุสังหารเผยผู้ตายมีคู่อริหลายคน

เมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 5 ก.ย.63  พ.ต.ท.เดชบัญฑิต ดุลยเภรีย์ สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร  ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้านเลขที่ 32/2 หมู่ 4 ตำบลบางหมาก อ.เมือง จ.ชุมพร  จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรีบรูดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ชนินทร์ ณรงค์น้อย ผกก.สภ.เมืองชุมพร พ.ต.ท.ชนะภัย บุนนาค สวป. และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจสายสืบ สายตรวจ แพทย์เวร รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยสายชลมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์

ที่เกิดเหตุห่างจากถนนลาดยางสายชุมพร-บางหมาก ประมาณ 30 เมตร เป็นบ้าน 2 ชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ที่หน้าบ้านมีรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีดำ ทะเบียน กฉ 4337 ชุมพร และ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ซีพีเอ็กซ์ สีขาวทะเบียน 1 กก.7563 ชุมพร จอดอยู่ โดยมี นางสาวสมฤดี  ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายยืนหน้าซืดรอพบเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภายในห้องนอนชั้นล่างพบศพทราบชื่อคือ นายวัชรินทร์ นครพัฒน์ อายุ 39 ปี หรือ “เสี่ยเอ็ม บางหมาก” สภาพนอนคว่ำหน้าเปลือยกายอยู่บนกองเลือดมีผ้าห่มสีชมพูคลุมทับช่วงล่างอยู่  มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนยังไม่ทราบขนาดเข้าที่ชายโครง 2 นัด กระสุนทะลุราวนมซ้ายและชายโครงขวา สภาพภายในห้องนอนที่เกิดเหตุกว้างยาวประมาณ 3×6 เมตร มีที่นอนแบบปูพื้น 2 ชุด อยู่บริเวณมุมห้องด้านทิศเหนือ 1 ชุด และบริเวณมุมห้องด้านทิศใต้ 1 ชุด ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุที่นายวัชรินทร์ถูกยิงตายนอนอยู่  เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบปลอกกระสุนคาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนชนิดลูกโม่ที่เก็บปลอกกระสุนในรังเพลิง

จากการสอบสวนนางสาวสมฤดี ลือชา อายุ 37 ปี ภรรยาผู้ตายทราบว่าอยุ่กินกับนายวัชรินทร์ นครพัฒน์ อายุ 39 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสี่ยเอ็ม บางหมาก” มานาน 18 ปี มีลูกสาว 1 คน อายุ 3 ขวบ โดยปู่กับย่านำไปเลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด ผู้ตายซึ่งเป็นสามีตนมีอาชีพเป็นพ่อค้าออนไลน์ขายอาหารทะเลประเภทกุ้ง หอย ปู ปลา  หมึก ทั้งสดและแห้ง ส่งให้กับร้านอาหารและชาวบ้านทั่วไปทั้งในพื้นที่ จ.ชุมพร และต่างจังหวัด โดยใช้ชื่อทางเฟซบุ๊คว่า “ เสี่ยเอ็ม บางหมาก” ก่อนเกิดเหตุสามีขับรถจักรยานยนต์กลับเข้าบ้านช่วงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ซึ่งตนเองได้นอนอยู่บนที่นอนชุดที่อยู่มุมห้องด้านทิศเหนือ ส่วนสามีนอนบนที่นอนมุมห้องด้านทิศใต้ ห่างกันประมาณ 3 เมตร ซึ่งได้แยกกันนอนคนละที่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา  เพราะสามีมักจะมีพฤติกรรมชอบเที่ยวเตร่ดื่มสุรากลับบ้านดึกดื่น เมื่อเมากลับมาบ้านแล้วชอบมีปากเสียงทะเลาะกับตนเป็นประจำ ตนจึงตัดสินใจขอแยกนอนกันคนละที่แต่อยู่ภายในห้องนอนเดียวกัน


นางสาวสมฤดีกล่าวว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 10 วันที่ผ่านมา สามีเมาสุราจนดึกเมื่อกลับมาบ้านแล้วมีปากเสียงกับตน จนสามีโมโหแล้วใช้ไม้ทุบกระจกหน้าต่างที่อยู่ใกล้ประตูทางเข้าหน้าบ้านจนแตกละเอียดเป็นช่องว่างเหลืออยู่เพียงกรอบหน้าต่างและยังไม่ได้ซ่อมแซมแต่อย่างใด และที่ผ่านมาสามีมักจะมีเรื่องขัดแย้งกับคู่อริหลายคนถึงขั้นชกต่อยถูกขวดเหล้าตีหัวและถูกไล่แทงมาแล้วก็มี แต่ก็มีการวิ่งเคลียร์กันไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายแต่อย่างใด

นางสาวสมฤดีกล่าวต่อว่ากระทั่งมาคืนเกิดเหตุ โดยปกติเมื่อเข้านอนสามีจะไม่เคยปิดล็อคประตูห้องนอนแต่จะเปิดแย้มไว้เล็กน้อย ขณะที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ช่วงจังหวะวินาทีนั้นตนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าฝันไปเอง จนวินาทีต่อมามีเสียงปืนดังขึ้นนัดที่ 2 พร้อมเสียงร้องด้วยโอ๋ยความเจ็บปวดของสามีดังลั่นก่อนขาดใจตาย ทำให้ตนตกใจตื่นและเห็นมีเงาดำๆยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนขณะกำลังหันหลังวิ่งออกไป ตนจึงไม่กล้าลุกขึ้นดูจึงทำทีนอนอุบนิ่งอยู่ที่มุมห้อง สักพักเมื่อเห็นว่าปลอดภัยคนร้ายน่าจะหนีไปแล้ว จึงเดินย่องออกมาจากห้องนอนแล้วเปิดประตูรีบวิ่งไปตะโกนบอกแม่และพ่อของสามีที่มีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร แต่แม่และพ่อก็กำลังวิ่งออกมาดูพอดีเพราะได้ยินเสียงปืนที่คนร้ายยิง 2 นัด

นางสาวสมฤดีกล่าวว่าก่อนนอนตนได้ปิดล็อคประตูหน้าบ้านและประตูหน้าต่างหมดทุกบานแล้ว ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะย่องเข้ามาในบ้านทางช่องหน้าต่างบานที่สามีเมาแล้วทุบจนกระจกแตกละเอียดซึ่งเป็นหน้าต่างที่ไม่มีกรงเหล็กดัดและยังไม่ได้ซ่อมแซมเป็นช่องกว้างที่คนร้ายสามารถลอดเข้าออกได้

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องนอนบริเวณหน้าบ้านและรอบๆจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นป่ารกไม่พบหลักฐานใดๆ และบริเวณบ้านพ่อและแม่ของผู้ตายซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 15 เมตร ซึ่งมีสุนัขเลี้ยงอยู่ 1 ตัว ปกติจะเห่าหอนเป็นประจำเมื่อสอบถามเจ้าของก็ปรากฏว่าในช่วงเกิดเหตุก็ไม่ได้ยินเสียงเห่าแต่อย่างใด และทุกอย่างเงียบสนิทไม่มีเสียงคนร้ายใช้ยานพานหนะขับเข้ามายังจุดเกิดเหตุแต่อย่างใด ต่อมาช่วงสายวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจที่เกิดเหตุอย่างละเอียดพบหัวกระสุนยังไม่ทราบขนาดฝังอยู่ในที่นอนจำนวน 2 หัว ได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนศพเจ้าหน้าที่ส่งต่อไปผ่าชันสูตรวิถีกระสุนอย่างละเอียดที่สถาบันนิติเวช ภาค 8 สุราษฎร์ธานี

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ช่องทางเข้าออกและความเคลื่อนไหวภายในบ้านของผู้ตายเป็นอย่างดีจึงลงมือก่อเหตุดังกล่าวได้อย่างสะดวก ส่วนสาเหตุจากแนวทางการสืบสวนทราบว่าผู้ตายชอบเที่ยวดื่มสุราแล้วมีปัญหาความขัดแย้งกับคู่อริอยู่หลายคนจึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าคนร้ายเป็นคู่อริคนใด หรือบุคคลใกล้ชิดในหมู่บ้านที่เคยมีเรื่องกัน จึงต้องรอรวบรวมหลักฐาน พยานสิ่งแวดล้อมและสอบปากคำพยานบุคคลที่ใกล้ชิดอย่างละเอียดให้แน่ชัดเสียก่อนจึงจะรุบุสาเหตุที่แท้จริงได้ เพื่อติดตามจับกุมมือปืนรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.